+ ข่าวสารประชาสัมพันธ์
 
+ กิจกรรมบริษัท
 
+ สาระน่ารู้
 
+ วารสาร DPB
 
 
 
 

โทรศัพท์มือถือยุค



  1. จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี 3G

    มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network หรือ 3G) เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาจากการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 หรือ 2G ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจสื่อสารไร้สายอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G มีมาตรฐานที่สำคัญที่มีการนิยมใช้งานทั่วโลกอยู่ 2 มาตรฐาน กล่าวคือมาตรฐาน GSM (Global System for Mobile Communication) อันเป็นมาตรฐานของกลุ่มสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกสูงที่สุด และมาตรฐาน CDMA (Code Division Multiple Access) อันเป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับที่สอง

    จุดมุ่งหมายของการพัฒนามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ขึ้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล (Personal Communication) ในลักษณะไร้พรมแดน (Global Communication) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถนำเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้งานในที่ใด ๆ ก็ได้ทั่วโลกที่มีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว และยังเป็นยุคของการนำมาตรฐานสื่อสารแบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบมาใช้รักษาความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งข้อความแบบสั้น (Short Message Service หรือ SMS) และการเริ่มต้นของยุคสื่อสารข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นครั้งแรก โดยมาตรฐาน GSM และ CDMA ตอบสนองความต้องการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงสุด 9,600 บิตต่อวินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเร็วของการสื่อสารผ่านโมเด็มในเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเมื่อกว่าสิบปีก่อน

    การตอบรับของกลุ่มผู้บริโภคบริการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ทำให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการณ์ทั่วโลกอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการเปิดสัมปทานและนำมาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรงในแทบทุกประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้บริการอย่างก้าวกระโดดแล้ว ในขณะเดียวกันยังสร้างผลกระทบต่อรายได้โดยเฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue per User หรือ ARPU) ของผู้ให้บริการเครือข่าย อันเนื่องมาจากการกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา ยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพร้อมใช้ (Prepaid Subscriber) ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ทำให้เกิดการลดถอยของ ARPU ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อม กับปัญหาผู้ใช้บริการย้ายค่าย (Brand Switching) ที่รุนแรงขึ้น

    เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าและยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเพื่อชดเชย ARPU ที่ลดต่ำลง เนื่องจากปรากฏการณ์อิ่มตัวของบริการสื่อสารด้วยเสียง (Voice Service) ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกจึงมีความเห็นตรงกันที่จะสร้างบริการสื่อสารไร้สายรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น โดยพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่เปิดใช้งานอยู่ ให้มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อรองรับบริการสื่อสารข้อมูลแบบที่มิใช่เสียง (Non-Voice Communication) พร้อมกับการวางแผนธุรกิจ แผนปฏิบัติการทางวิศวกรรม การตลาด และแผนการลงทุน เพื่อสร้างกระแสความต้องการ (Demand Aggregation) ให้กับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่ม ARPU ให้สูงขึ้น พร้อม ๆ กับผลักดันให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลแบบ EMS (Enhanced Messaging Service) หรือ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่ว ๆ ไป อุปกรณ์ไร้สายประเภท PDA (Personal Digital Assistant) และโทรศัพท์เคลื่อนที่อัจฉริยะ (Smart Phone)

    เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่ได้มีการลงทุนไว้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตรฐานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกกำหนดขึ้น ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาเครือข่ายเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (High Speed Circuit Switching Data), GPRS (General Packet Radio Service) หรือ EDGE (Enhanced Data Rate for GPRS Evolution) ของค่าย GSM และเทคโนโลยี cdma20001xEV-DV หรือ cdma20001xEV-DO ของค่าย CDMA ดังแสดงพัฒนาการในรูปที่ 1 เรียกมาตรฐานต่อยอดดังกล่าวโดยรวมว่า เทคโนโลยียุค 2.5G/2.75G ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ปรากฏมีมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ PDC (Packet Digital Cellular) เปิดให้บริการสื่อสารข้อมูลในลักษณะของเทคโนโลยี 2.5G ภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้า i-mode ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปิดศักราชของการให้บริการสื่อสารข้อมูลแบบมัลติมีเดียไร้สายในประเทศญี่ปุ่น และได้กลายเป็นต้นแบบของการจัดทำธุรกิจ Non-Voice ให้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกในเวลาต่อมา



    รูปที่ 1 แนวทางการพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากยุค 2G สู่ 3G
    (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    การเติบโตของธุรกิจ Non-Voice

    ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมาอันเป็นยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยี 2.5G ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย มีการผลักดันบริการสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่ ๆ ในรูปแบบ Non-Voice เพื่อสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 2.5G อย่างเต็มรูปแบบ หรือเป็นการผลักดันให้เกิดการยอมรับในบริการที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่บริการ SMS ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่าบริการเหล่านี้ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่เพิ่มมูลค่าให้บริการ ARPU ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบริการประเภทต่าง ๆ บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาพรวมของทั้งทวีปเอเชียตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2544 จนถึง พ.ศ. 2553 ซึ่งในท้ายที่สุดบริการแบบ Non-Voice จะมีสัดส่วนที่เป็นนัยสำคัญต่อรายได้รวมทั้งหมด

    สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยเอง นับตั้งแต่การเปิดให้บริการประเภท Non-Voice อย่างจริงจังเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็สามารถสร้างรายได้เพื่อเสริมทดแทนการลดทอนของค่า ARPU ภายในเครือข่ายของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการสื่อสารไร้สายมัลติมีเดียของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (HUTCH) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา สภาพการแข่งขันในธุรกิจสื่อสารไร้สายในประเทศไทยก็เริ่มมุ่งความสำคัญในการสร้างบริการ Non-Voice ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการ MMS อย่างเป็นทางการ การคิดโปรโมชั่นกระตุ้นการท่องอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้กระทั่งการทดลองเปิดให้บริการชมภาพยนตร์ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (TV on Mobile) ซึ่งความพยายามของผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละราย ทำให้เกิดกระแสความสนใจใช้บริการ Non-Voice เพิ่มมากขึ้น



    รูปที่ 2 การเติบโตของบริการประเภท Non-Voice
    (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    รูปที่ 3 และ 4 แสดงถึงความสำคัญของรายได้ที่เกิดขึ้นจากบริการ Non-Voice นับตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา อันมีผลทำให้บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเพิ่มค่า ARPU ของตนให้มีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อม ๆ กับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการภายในเครือข่ายของตน ซึ่งแตกต่างจากสภาพการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ที่รายได้เฉลี่ยของตนตกลงเรื่อย ๆ สวนทางกับการเพิ่มจำนวนของกลุ่มผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมใช้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ของประเทศ มีการเพิ่มค่า ARPU ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากนโยบายการตลาดของผู้ให้บริการที่มีการจำกัดเวลาในการโทรให้สัมพันธ์กับวงเงินก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความนิยมในบริการ Non-Voice ประเภท SMS และ EMS โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบของบริการดาวน์โหลดรูปภาพ (Logo/Animation) และเสียงเรียกเข้า (Ringtone) ในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษามีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อการเพิ่มค่า ARPU ดังกล่าว



    รูปที่ 3 การเติบโตของค่า ARPU ของผู้ให้บริการค่าย AIS และ DTAC
    ในช่วงไตรมาสแรก พ.ศ. 2546 – ไตรมาสแรก พ.ศ. 2547 (ข้อมูลจาก บงล. กิมเอ็ง)



    รูปที่ 4 การเติบโตของตลาดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
    ในช่วงไตรมาสที่สอง พ.ศ. 2546 – ไตรมาสแรก พ.ศ. 2547 (ข้อมูลจาก บงล. กิมเอ็ง)

    ข้อจำกัดของเครือข่าย 2.5G และ 2.75G

    มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G แม้จะสามารถรองรับการสื่อสารประเภท Non-Voice ได้ แต่ก็ไม่อาจสร้างบริการประเภท Killer Application ที่ผลิกผันรูปแบบการให้บริการได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากสถาการณ์การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ที่แม้จะมีการเติบโตอย่างชัดเจนในตลาดประเภท Non-Voice แต่เมื่อศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบว่าบริการที่ประสบความสำเร็จเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นบริการประเภท SMS และ EMS ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดรูปภาพหรือเสียงเรียกเข้า รวมถึงการเล่นเกมส์ตอบปัญหาหรือส่งผลโหวตที่ปรากฏอยู่ตามสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งบริการเหล่านี้ล้วนเป็นบริการพื้นฐานในเครือข่าย 2G

    ข้อจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อน 2.5G และ 2.75G เกิดขึ้นมาจากความพยายามพัฒนาเครือข่าย 2G เดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GSM หรือ CDMA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าการลงทุน ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่อาจบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ 900 เมกะเฮิตรซ์ , 1800 เมกะเฮิตรซ์ หรือ 1900 เมกะเฮิตรซ์ เนื่องจากอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งใช้งานมาตั้งแต่การเปิดให้บริการในยุค 2G ล้วนเป็นเทคโนโลยีเก่า มีการทำงานแบบ Time Division Multiple Access (TDMA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้องจัดสรรวงจรให้กับผู้ใช้งานตายตัว ไม่สามารถนำทรัพยากรเครือข่ายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบ Voice ซึ่งต้องการคุณภาพและความคมชัดในการสนทนา

    แม้เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี GPRS และ EDGE ซึ่งถือเป็นการเสริมเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบแพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet Switching) ที่มีความยืดหยุ่นในการสื่อสารข้อมูลแบบ Non-Voice ในลักษณะเดียวกับที่พบในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ตาม แต่เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นการ ต่อยอด บนเครือข่ายแบบเดิมที่มีการทำงานแบบ TDMA ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องพะวงกับการจัดสรรทรัพยากรช่องสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดสรรวงจรสื่อสารผ่านคลื่นความถี่วิทยุจากสถานีฐานไปยังเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการแบบ Non-Voice ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจะทำให้เกิดผลรบกวนต่อจำนวนวงจรสื่อสารแบบ Voice มากจนเกินไป

    ด้วยเหตุดังกล่าว จึงพบว่าไม่มีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G รายใดในโลก สามารถเปิดให้บริการเทคโนโลยี GPRS ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 171 กิโลบิตต่อวินาที หรือ EDGE ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีได้ เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะทำให้สถานีฐาน (Base Station) ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีวงจรสื่อสารเหลือสำหรับให้บริการแบบ Voice อีกต่อไป ผลที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ใช้บริการก็คือความเชื่องช้าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G ทำให้หมดความสนใจที่จะใช้บริการต่อไป โดยในขณะเดียวกันก็มีบริการสื่อสารอัตราเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ผ่านคู่สาย เช่น DSL (Digital Subscriber Line) เป็นทางเลือกสำหรับใช้บริการ ความสนใจที่จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรับส่งข้อมูลจึงมีอยู่เฉพาะการเล่นเกมส์และส่ง SMS, MMS ซึ่งทำได้ง่าย และมีการประชาสัมพันธ์ดึงดูดใจมากมาย

    มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G

    เพื่อเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการเปิดให้บริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยังคงรักษาคุณภาพในการให้บริการ Voice ด้วยระดับคุณภาพที่ทัดเทียมหรือดีกว่าในยุค 2G องค์กรสากล 3GPP (Third Generation Program Partnership) และ 3GPP2 จึงได้กำหนดมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ขึ้น โดยมีมาตรฐานสำคัญอยู่ 2 ประเภท คือ

    1. มาตรฐาน UMTS (Universal Mobile Telecommunications Services) เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้นำไปพัฒนาจากยุค 2G/2.5G/2.75G ไปสู่มาตรฐานยุค 3G อย่างเต็มตัว รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP มีเทคโนโลยีหลักที่ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งานทั่วโลกคือมาตรฐาน Wideband Code Division Multiple Access (W-CDMA) โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อเนื่องไปสู่มาตรฐาน HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) ซึ่งรองรับการสื่อสารด้วยอัตราเร็วสูงถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที หรือเร็วกว่าการสื่อสารแบบ 2.75G ถึง 36 เท่า มาตรฐาน W-CDMA นี้เองที่กิจการร่วมค้า ไทย - โมบาย กำลังจะดำเนินการพัฒนาเพื่อเปิดให้บริการภายในต้นปี พ.ศ. 2548 นอกจากจะเป็นเส้นทางในการพัฒนาสู่มาตรฐาน 3G ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM แล้ว มาตรฐาน W-CDMA ยังได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างบริษัท NTT DoCoMo ผู้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ I-mode ซึ่งใช้เทคโนโลยี PDC ให้เป็นมาตรฐาน 3G สำหรับใช้งานภายใต้เครื่องหมายการค่า “FOMA” โดยได้เปิดให้บริการในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา และปัจจุบัน W-CDMA ได้กลายเป็นเครือข่าย 3G ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
    2. มาตรฐาน cdma2000 เป็นการพัฒนาเครือข่าย CDMA ให้รองรับการสื่อสารในยุค 3G รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP2 มีเทคโนโลยีหลักคือ cdma2000-3xRTT ที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับมาตรฐาน W-CDMA ของค่ายยุโรป แต่ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดความพร้อมสำหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน สำหรับในประเทศไทย บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด เปิดให้บริการเฉพาะเครือข่าย cdma20001xEV-DO ซึ่งยังมีขีดความสามารถเทียบเท่าเครือข่าย 2.75G เท่านั้น



    รูปที่ 5 การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุสำหรับให้บริการ 3G
    (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการสื่อสารแบบมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารชนิด TDMA ที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2G/2.5G/2.75G ไปเป็นการสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิทชิ่งเต็มรูปแบบ สามารถรองรับทั้งการสื่อสารทั้ง Voice และ Non-Voice โดยมีมาตรฐานการรองรับและควบคุมคุณภาพของข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล (Information Coding) จึงทำให้ผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ก้าวพ้นจากข้อจำกัดในการบริหารจัดการข้อมูลประเภท Voice และ Non-Voice ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้อย่างเด็ดขาด

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้เครือข่าย W-CDMA สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลได้อย่างเต็มรูปแบบ และให้เกิดความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากรความถี่วิทยุ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดย่านความถี่สำหรับใช้เปิดให้บริการ โดยเป็นไปตามแผนผังการจัดวางความถี่สากลทั่วโลกดังแสดงในรูปที่ 5 ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ กิจการร่วมค้าไทย - โมบาย เป็นเพียงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปิดให้บริการเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA ได้ในทันที เนื่องจากมีสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่วิทยุในย่าน 1965 – 1980 เมกะเฮิตรซ์ และ 2155 – 2170 เมกะเฮิตรซ์ ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น ๆ จำเป็นต้องยื่นคำร้องผ่านกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อได้สิทธิ์ในการเปิดให้บริการ W-CDMA เป็นรายต่อไป

    จุดเด่นของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA

    นอกจากมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสถานีฐาน (Base Station Subsystem) จากยุค 2G ซึ่งใช้เทคโนโลยี TDMA เป็นการรับส่งข้อมูลในรูปแบบแพ็กเกตเพื่อความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากรความถี่สำหรับให้บริการทั้งแบบ Voice และ Non-Voice อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยสร้างความรู้สึกให้กับผู้ใช้บริการ (End User Perception) ถึงความรวดเร็วในการสื่อสารข้อมูล และยังคงรักษาคุณภาพของการสนทนาที่เหนือกว่ามาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G แล้ว มาตรฐาน W-CDMA ยังมีความคล่องตัวในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายข้อมูลที่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต เนื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อต่าง ๆ สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทุกประการ ก่อให้เกิดการเปิดกว้างในรูปแบบของความร่วมมือกับพันธมิตรจำนวนมาก มีความคล่องตัวในการบันทึก จัดเก็บ และบริหารจัดการข้อมูลประเภทสื่อข้อมูล (Content) ต่าง ๆ

    เมื่อทำการเปรียบเทียบเฉพาะด้านของอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลดังแสดงในรูปที่ 6 จะเห็นว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G นอกจากจะรองรับการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G แล้ว ยังก่อให้เกิดการถือกำเนิดของบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นบนเครือข่ายยุคในตระกูล 2G/2.5G/2.75G ได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบริการ Video Telephony และ Video Conference ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบเห็นหน้ากัน โดยเครือข่าย 3G จะทำการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงระหว่างคู่สนทนา โดยไม่เกิดความหน่วงหรือล่าช้าของข้อมูล บริการในลักษณะนี้จะกลายเป็น จุดขาย สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานการสื่อสารแบบ 3G ทั้งนี้เครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ล้วนรองรับบริการ Video Telephony แล้วทั้งสิ้น จึงสามารถเปิดให้บริการดังกล่าวได้ในทันที

    ข้อมูลจาก UMTS Forum ในรูปที่ 7 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA เปรียบเทียบกับมาตรฐาน GSM โดยพิจารณาอัตราการเติบโตภายในช่วง 10 ไตรมาสแรก (2 ปีครึ่ง) หลังจากการเปิดให้บริการ GSM ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เทียบกับ 10 ไตรมาสแรกหลังจากการเปิดให้บริการ W-CDMA ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 พบว่าเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ามาก มูลเหตุสำคัญมาจากแรงผลักดัน (Business Momentum) ที่ผู้ใช้บริการ 2.5G หรือ 2.75G รอคอยเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่สามารถตอบสนองความต้องการในการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงอย่างแท้จริง อีกทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายยังมีความคล่องตัวในการจัดสรรเครือข่ายในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างบริการสื่อสารประเภท Non-Voice ที่ต้องพึ่งพาอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่สูงขึ้น นอกเหนือจากบริการ Non-Voice พื้นฐานอย่าง SMS และ EMS



    รูปที่ 6 ศักยภาพในด้านการรองรับการสื่อสารข้อมูลอัตราเร็วสูงของมาตรฐาน W-CDMA

    กล่าวโดยสรุป ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA มีแนวโน้มของการประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G จนถึง 2.75G นั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติรูปแบบของเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อตอบสนองรูปแบบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ผลักดันบริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ UMTS Forum ได้กล่าวถึงจุดเด่นของมาตรฐาน W-CDMA ซึ่งจะนำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการดังนี้ (เอกสาร Why the world has chosen W-CDMA : 24 September 2003)

    1. เครือข่าย W-CDMA รับประกันคุณภาพในการรองรับข้อมูลแบบ Voice และ Non-Voice ในแง่ของผู้ใช้บริการจะรับรู้ได้ว่าคุณภาพเสียงจากการใช้งานเครือข่าย 3G ชัดเจนกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่าการสนทนาผ่านเครือข่าย 2G ส่วนการรับส่งข้อมูลแบบ Non-Voice จะรับรู้ถึงอัตราเร็วในการสื่อสารที่สูงกว่าการใช้งานผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G มาก อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเครือข่าย และใช้ย่านความถี่ที่สูงขึ้น

    2. W-CDMA เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกลุ่ม 3GPP ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนามาตรฐาน GSM ทำให้ผู้ให้บริการ 3G สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 3G เข้าหากันได้ถึงขั้นอนุญาตให้มีการใช้งานข้ามเครือข่าย (Roaming) เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในเครือข่ายยุค 2G นอกจากนั้นยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานข้ามเครือข่ายกับมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้ในทันที โดยผู้ใช้บริการเพียงมีอุปกรณ์สื่อสารแบบ Dual Mode เท่านั้น ทำให้เกิดลู่ทางในการสร้างเครือข่าย W-CDMA เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายรายอื่นได้ร่วมเข้าใช้บริการ ในลักษณะของ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) เป็นรายได้ที่สำคัญนอกเหนือจากการให้บริการ 3G กับผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนภายในเครือข่าย

    3. มาตรฐาน W-CDMA เป็นมาตรฐานโลก ที่จะเข้ามาแทนที่เครือข่ายในตระกูล GSM เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เครือข่าย GSM เข้ามาแทนที่เครือข่าย 1G เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จึงเป็นการรับประกันถึงพัฒนาการที่มีอย่างต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ การเร่งเปิดให้บริการ 3G จึงเปรียบได้กับการเร่งเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในอดีต



    รูปที่ 7 เปรียบเทียบอัตราการเติบโตของเครือข่าย GSM และ W-CDMA ใน 10 ไตรมาสแรก
    นับตั้งแต่วันเปิดให้บริการครั้งแรก (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    4. พิจารณาเฉพาะการให้บริการแบบ Voice จะเห็นว่าการลงทุนสร้างเครือข่าย W-CDMA มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเครือข่าย GSM ถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมาตรฐาน W-CDMA มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้ผู้ประกอบสามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรความถี่เพื่อรองรับ Voice และ Non-Voice ได้อย่างผสมผสาน ต่างจากการกำหนดทรัพยากรตายตัวในกรณีของเทคโนโลยี GSM

    5. W-CDMA เป็นมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดเดียวที่มีรูปแบบการทำงานแบบแถบความถี่กว้าง (Wideband) อันนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างพื้นที่ให้บริการที่กว้างใหญ่ ไปพร้อม ๆ กับความสะดวกในการเพิ่มขยายขีดความสามารถในการรองรับข้อมูลข่าวสาร ต่างจากเครือข่าย 2G โดยทั่วไปที่ปัจจุบันเริ่มประสบกับปัญหาการจัดสรรความถี่ที่ไม่เพียงพอต่อการขยายเครือข่าย เนื่องจากเป็นระบบแบบแถบความถี่แคบ (Narrow Band)

    6. กลไกการทำงานภายในเครือข่าย W-CDMA เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน IETF (Internet Engineering Task Force) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดโอกาสให้พันธมิตรทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรมหรือบริการพิเศษต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทำการพัฒนาสร้างบริการผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย โดยใช้ทักษะความสามารถและความชำนาญที่มีอยู่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดบริการประเภท Non-Voice ได้สารพัดรูปแบบ



    รูปที่ 8 ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ในปัจจุบัน (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    7. มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในรองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีอัตราเร็วสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสู่มาตรฐาน HSDPA ที่รองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่สูงมากถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่สามารถพัฒนาให้รองรับการสื่อสารข้อมูลได้มากกว่าเทคโนโลยี EDGE ในปัจจุบัน ซึ่งรองรับข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที และในความเป็นจริงก็ไม่สามารถเปิดให้บริการด้วยอัตราเร็วถึงระดับดังกล่าวได้ เนื่องจากจะทำให้สถานีไม่สามารถรองรับบริการ Voice ได้อีกต่อไป

    8. ในอนาคตมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในการรวมตัวกับมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless LAN (IEEE802.11b/g) หรือ WiMAX (IEEE802.16d/e/e+) ทำให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายไร้สายสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในเครือข่ายใด ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสมทางภูมิประเทศ โดยยังคงได้รับการดูแลโดยผู้ให้บริการเครือข่าย 3G

    ความสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM จำนวนมากทั่วโลก รวมนักลงทุนหน้าใหม่ ให้ความสำคัญสำหรับการแสวงหาสิทธิ์ในการเปิดให้บริการเครือข่าย 3G และมีแผนกำหนดเปิดให้บริการเทคโนโลยี W-CDMA ดังมีข้อมูลแสดงในรูปที่ 8 โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับต้น ๆ ของโลก 8 รายได้ตัดสินใจเลือกมาตรฐาน W-CDMA เป็นเทคโนโลยี 3G ดังแสดงในรูปที่ 9



    รูปที่ 9 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA รายใหญ่ 8 อันดับแรกของโลก (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

    ในท้ายที่สุด ความสมบูรณ์แบบในการรองรับธุรกิจ Non-Voice ของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA จะช่วยผลักดันให้เกิดห่วงโซ่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ดังแสดงในรูปที่ 10 แม้จะมีความพยายามในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมภายในประเทศที่จะผลักดันให้เกิดการประสานผลประโยชน์อย่างลงตัวระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G/2.5G/2.75G กับผู้ประกอบการสื่อข้อมูลต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของเครือข่ายในตระกูล GSM และ CDMA เองที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้ใช้บริการ จึงทำให้เกิดการขาดช่วงของความสมดุลในการผสานผลประโยชน์ เมื่อพิจารณาจากความสำเร็จของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ FOMA ของบริษัท NTT DoCoMo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA และประสบความสำเร็จในการดึงศักยภาพของเครือข่าย W-CDMA ให้เกื้อหนุนต่อความลงตัวสำหรับการร่วมมือในธุรกิจ Non-Voice ในประเทศญี่ปุ่นอย่างงดงาม ต่อเนื่องด้วยความคืบหน้าในการสานต่อโครงสร้างธุรกิจ Non-Voice ในประเทศจีนและอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงสรุปได้ว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA จะเป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจ Non-Voice ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้



    รูปที่ 10 การถือกำเนิดของห่วงโซ่ธุรกิจ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ

     

    “ Broadband Wireless Access นิยามใหม่แห่งการสื่อสารไร้สาย ”

    Broadband Wireless Access คืออะไร - หากพิจารณาถึงบริการสื่อสารโทรคมนาคมที่มีวิวัฒนาการจากอดีตจนกลายเป็นบริการหลักที่ได้รับความนิยมใช้

     
  2. งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบันก็จะพบว่าสามารถแบ่งเทคโนโลยีออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามพฤติกรรมของการใช้บริการ คือ บริการสื่อสารแบบมีสาย (Fixed Line หรือ Wire Line Communication) ซึ่งส่วนใหญ่พัฒนามาจากการสื่อสารทางเสียงผ่านคู่สายโทรศัพท์ กับการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless Communication) ซึ่งเริ่มพัฒนามาจากระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นแรก ๆ ของโลก การสื่อสารเหล่านี้ล้วนถือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมกับผู้ใช้บริการ (User-Network Interface) โดยบทความเรื่องนี้จะไม่กล่าวถึงการเชื่อมต่อกันเองภายในเครือข่ายโทรคมนาคม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสื่อสารด้านต่าง ๆ ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาขีดความสามารถของตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลทั้งสองประเภท ซึ่งก็คือสายทองแดงในกรณีของการสื่อสารแบบใช้สาย และคลื่นความถี่วิทยุสำหรับการสื่อสารไร้สาย ให้สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีอัตราเร็วสูงยิ่งขึ้นได้ จนทำให้เกิดธุรกิจสื่อสารข้อมูลอัตราเร็วสูง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อของ “ บรอดแบนด์ ” (Broadband) โดยเริ่มต้นจากการถือกำเนิดขึ้นของเทคโนโลยี DSL (Digital Subscriber Line) ซึ่งเป็นการสื่อสารโดยใช้สาย เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ยังผลให้ปัจจุบันประเทศจำนวนมากทั่วโลกมีการเปิดให้บริการสื่อสารแบบ ADSL (Asymmetric DSL) เพื่อรองรับการท่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย


  3. รูปที่ 1 นิยามของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดสำหรับบริการ Broadband Wireless Access
  4. ในโลกของการสื่อสารแบบไร้สาย ก็มีวิวัฒนการของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากความสำเร็จอย่างงดงามในเชิงพาณิชย์ของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM และ CDMA ต่อเนื่องไปสู่การเปิดตลาดสื่อสารข้อมูลแบบ Non-Voice พร้อมข้อกำหนดสำหรับเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายยุค 2.5G และ 2.75G รวมถึงการก้าวไปสู่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G สำหรับการรองรับข้อมูลไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีทางเลือกทั้งแบบ UMTS และ cdma2000 ดังได้กล่าวถึงไว้ในบทความตอนแรก อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายยังไม่อาจตามทันอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายแบบมีสายได้ ยกตัวอย่างเช่น มาตรฐาน 3G แบบ W-CDMA ซึ่งมีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 384 กิโลบิตต่อวินาที ก็ยังถือว่าช้าเมื่อเทียบกับคู่สาย ADSL มาตรฐานที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลโดยเฉลี่ยที่ 512 กิโลบิตต่อวินาที แต่การสื่อสารแบบไร้สายก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานในขณะเคลื่อนที่ (Mobility) และยังสามารถใช้งานข้ามพื้นที่ (Roaming) ได้ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในกรณีของการสื่อสารแบบมีสาย โดยเฉพาะ DSL มาตรฐานต่าง ๆ
  5. เมื่อพิจารณาความเป็นจริงของการสื่อสารทั้งสองประเภทแล้ว ก็พบว่าตลาดสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังมีช่องว่างที่สามารถพัฒนาให้เกิดเป็นมูลค่าขึ้นได้ ด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สนใจการสื่อสารแบบรอดแบนด์พร้อม ๆ กับต้องการใช้งานได้ในขณะเดินทางหรือเคลื่อนที่ บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมจึงนิยามตลาดกลุ่มใหม่นี้โดยให้ชื่อว่า Broadband Wireless Access (BWA) หรือการสื่อสารบรอดแบนด์แบบไร้สาย พร้อมกับกำหนดเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่เหมาะสม เพื่อรองรับบริการดังกล่าว ทั้งนี้เทคโนโลยีใด ๆ ก็ตามที่จะสามารถรองรับธุรกิจ BWA ได้นั้นจะต้องเป็นทั้งมาตรฐานสื่อสารที่เน้นแบนด์วิดท์ (Bandwidth) สำหรับการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูง และต้องรองรับการใช้งานในขณะเคลื่อนที่ ดังแสดงในรูปที่ 1


  6. รูปที่ 2 ทางเลือกในการเปิดให้บริการ Broadband Wireless Access
  7. อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้บริการสื่อสารข้อมูลของผู้บริโภคโดยทั่วไปในทางปฏิบัติแล้ว ก็พบว่ามีทางเลือกในการนำเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายเพื่อรองรับตลาดแบบ BWA ได้ถึง 3 ลักษณะด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 2 ดังนี้
  8. กลุ่มผู้ใช้งานประจำที่ (Fixed Access) เป็นกลุ่มผู้ใช้บริการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ที่ใช้งานอยู่ประจำที่ตายตัว เช่น ภายในบ้านหรือสำนักงาน หากแต่มีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อวงจรบรอดแบนด์แบบมีสายเพื่อเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เช่น เป็นถิ่นธุรกันดาร หรือผู้ให้บริการวงจรสื่อสารแบบบรอดแบนด์ยังไม่มีเครือข่ายในพื้นที่ดังกล่าว จึงเป็นทางเลือกในการนำเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายในลักษณะ BWA ไปให้บริการในกลุ่มผู้ใช้งานดังกล่าว
  9. กลุ่มผู้ใช้งานแบบเคลื่อนที่เล็กน้อย (Nomadic and Portable) เป็นผู้ใช้บริการที่ยังมีพฤติกรรมการใช้งานอยู่เป็นที่ แต่อาจมีการเคลื่อนที่เล็กน้อย เช่น การใช้อุปกรณ์ประมวลผลแบบ PDA หรือเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารไร้สายไว้ ซึ่งอาจมีการเดินไปมา หรือย้ายตำแหน่งที่ใช้งานบ้าง แต่ไม่ถึงกับมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ดังเช่นในกรณีของการใช้อุปกรณ์ประมวลผลไร้สายในอาคารสำนักงาน หรือภายในร้านอาหารต่าง ๆ เป็นต้น
  10. กลุ่มผู้ใช้งานที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา (Mobility) เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา บางรายอาจมีการใช้งานในยาพาหนะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น ภายในรถยนต์หรือรถไฟ ในทางการตลาดถือว่าผู้ใช้บริการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด เนื่องจากต้องการความสะดวกทั้งการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ พร้อม ๆ กับการใช้งานได้แม้ในขณะเคลื่อนที่ ซึ่งทำให้เกิดการลงทุนสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่มีศักยภาพสูงเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ถือเป็นกลุ่ม “ พรีเมียม ” (Premium subscriber) ที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
  11. เมื่อพิจารณาในมุมมองของบรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อสารไร้สายแล้ว บริการ BWA ยังต้องการการกำหนดตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) ที่ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันถึงการเติบโตและการประสบความสำเร็จในอนาคต รูปที่ 3 เป็นข้อมูลที่ได้จากการศีกษาและวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยแห่งหนึ่งในยุโรป ซึ่งทดลองคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างระดับราคากับปริมาณข้อมูลที่มีการบริโภคโดย เปรียบเทียบระหว่างบริการสื่อสารชนิดบรอดแบนด์แบบมีสาย และการสื่อสารไร้สายโดยทั่วไป พบว่าที่ปริมาณการบริโภคข้อมูลเท่ากัน (เส้นสีแดง) ระดับราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายผ่านบริการสื่อสารไร้สายมีมูลค่าสูงกว่าการบริโภคข้อมูลในปริมาณเท่ากันโดยใช้บริการแบบรอดแบนด์โดยทั่วไปมาก ข้อเท็จจริงนี้เกิดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงการคิดค่าบริการสื่อสารแบบรอดแบนด์ซึ่งปัจจุบันกำหนดอัตราค่าบริการรายเดือนประมาณ 500-600 บาท สำหรับการสื่อสารด้วยอัตราเร็ว 512/256 กิโลบิตต่อวินาที โดยไม่สนใจปริมาณข้อมูลที่มีการรับส่ง ในขณะที่การสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยทั่วไป คิดราคาตามปริมาณข้อมูลในอัตราประมาณ 1 บาทต่อ 100 กิโลไบต์ ถ้ายิ่งมีการรับส่งข้อมูลในปริมาณที่มากขึ้นเท่าใด ราคาค่าใช้บริการสื่อสารไร้สายก็จะแพงกว่าการใช้เครือข่ายบรอดแบนด์เป็นเงาตามตัว


  12. รูปที่ 3 ตำแหน่งทางการตลาดของบริการ Broadband Wireless Access
    (ข้อมูลจากบริษัทวิจัยทางการตลาดแห่งหนึ่งในยุโรป)
  13. แกนนอนของรูปที่ 3 ยังแสดงให้เห็นว่าบริการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายมีข้อจำกัดในเรื่องของอัตราเร็วในการสื่อสารเมื่อเทียบกับบริการแบบบรอดแบนด์ นั่นคือการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มีราคาแพงกว่าการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องของอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลอีกด้วย การนิยามตลาดสื่อสารแบบ BWA ซึ่งถือเป็นการผสมผสาน 2 มิติทางการตลาด ทั้งในเรื่องของบรอดแบนด์และการสื่อสารแบบไร้สาย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประนีประนอม (Compromise) ข้อจำกัดและปัจจัยทางเทคนิคต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว โดยระดับราคาสำหรับการบริโภคข้อมูลต่ำลงกว่าการสื่อสารแบบไร้สาย แม้จะยังมีราคาสูงกว่าการสื่อสารแบบบรอดแบนด์อยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าแลกกับความคล่องตัวในการใช้งานในขณะเคลื่อนที่ ทั้งนี้การกำหนดราคาค่าบริการและอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลของบริการ BWA ขึ้นอยู่กับประเภทของการให้บริการ ตามกลุ่มผู้ใช้บริการทั้ง 3 ประเภทดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
  14. เพื่อเป็นการยืนยันถึงโอกาสทางธุรกิจของบริการ BWA บริษัทวิจัยดังกล่าวยังได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบมูลค่าทางการตลาดระหว่างบริการสื่อสารข้อมูลชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นการสื่อสารแบบไร้สาย เช่น บริการ SMS (Short Message Service) ซึ่งรวมถึงบริการรับส่งรูปภาพและเสียงเรียกเข้าต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน และบริการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Data) ซึ่งรวมการรับส่งรูปภาพแบบ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริการสื่อสารข้อมูลบรอดแบนด์ผ่านเทคโนโลยี DSL พร้อมกับเปรียบเทียบกับมูลค่าทางการตลาดที่มีโอกาสเกิดขึ้นทันทีที่มีการเปิดให้บริการ BWA ดังแสดงในรูปที่ 14 พบว่าที่ปริมาณข้อมูลซึ่งมีการรับส่งเท่า ๆ กัน คือ 1 กิกะไบต์นั้น ระดับราคาของการสื่อสารผ่านบริการ BWA คิดเฉลี่ยบนกลุ่มผู้ใช้งานแต่ละประเภทมีมูลค่าประมาณ 17 ยูโร (หรือประมาณ 1,050 บาท) เมื่อเทียบกับมูลค่าของการสื่อสารผ่านวงจรบรอดแบนด์แบบมีสายที่มีราคาเพียง 5 ยูโร (หรือประมาณ 250 บาท) แม้จะมีมูลค่าทางการตลาดต่ำกว่าการสื่อสารแบบ Mobile Data กว่า 31 เท่า แต่สำนักวิจัยและบรรดาผู้ประกอบการเครือข่ายสื่อสารไร้สายก็เชื่อมั่นว่าความหลากหลายของบริการผ่านเครือข่ายสื่อสารไร้สาย จะช่วยทำให้มูลค่าทางการตลาดของบริการ BWA เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นไปได้ว่าบริการ Mobile Data ก็จะถูกผนวกไปเป็นส่วนหนึ่งของบริการ BWA ในท้ายที่สุด
  15. รูปที่ 4 เปรียบเทียบมูลค่าทางธุรกิจของบริการสื่อสารข้อมูลแบบต่าง ๆ
    (ข้อมูลจากบริษัทวิจัยทางการตลาดแห่งหนึ่งในยุโรป)
  16. เทคโนโลยีทางเลือกสำหรับบริการ Broadband Wireless Access
  17. ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วว่า BWA เป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่เหมาะสมและสามารถผลักดันให้บริการ BWA ประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้จึงเป็นข้อพิจารณาสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเครือข่ายสื่อสารทั่วโลก ในที่นี้การทำตลาด BWA มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่เพียงผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารไร้สายเท่านั้น หากแต่ยังเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้กับผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารแบบมีสาย ไม่ว่าจะเป็น บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) หรือแม้กระทั่งนักลงทุนหน้าใหม่ที่สนใจการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายในลักษณะของ BWA อีกด้วย
  18. การที่จะพิจารณาว่าเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแบบใดเข้าข่ายที่จะเป็นตัวเลือกให้กับบริการ BWA นั้น ปัจจุบันดูจากอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูล โดยบรรดาผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั่วโลกเห็นพ้องกันว่าให้ใช้อัตราเร็ว 512 กิโลบิตต่อวินาทีเป็นจุดอ้างอิง เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายชนิดใดรองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วกว่าค่าดังกล่าวก็ให้ถือว่าเข้าข่ายเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับบริการ BWA สาเหตุที่ใช้ค่าดังกล่าวก็เพราะอัตราเร็ว 512 กิโลบิตต่อวินาทีเป็นค่ามาตรฐานที่ผู้ใช้บริการบรอดแบนด์แบบ ADSL ทั่วไปใช้งานอยู่ สามารถใช้อ้างอิงในเชิงของประสิทธิภาพและความเคยชินในการใช้งานได้ทั่วไป ซึ่งการกำหนดนิยามดังกล่าวมีผลทำให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ตระกูล 2G ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น GSM, GPRS, EDGE และ CDMA หมดสิทธิ์เป็นทางเลือกสำหรับบริการ BWA ไปโดยทันที เนื่องจากในบรรดามาตรฐานเหล่านี้ EDGE เป็นเทคโนโลยีที่รองรับอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลสูงที่สุดคือ 384 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งก็ยังไม่ถึงขั้นเหมาะสมให้บริการ BWA ตามนิยามที่กำหนดไว้ข้างต้น แม้จะเป็นมาตรฐาน 3G แบบ W-CDMA ซึ่งมีอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูล 384 กิโลบิตต่อวินาทีก็ยังไม่อาจนำมาเปิดให้บริการ BWA ให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้


  19. รูปที่ 5 เปรียบเทียบขีดความสามารถของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแบบต่าง ๆ
  20. เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถนับได้ว่าเป็นทางเลือกในการเปิดบริการ BWA ในปัจจุบันมีอยู่เพียง 3 ชนิดดังแสดงในรูปที่ 5 แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเปิดให้บริการ BWA แตกต่างกันไป ซึ่งในอนาคตอันใกล้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายชนิดใหม่ ๆ ซึ่งได้รับการพัฒนาศัยภาพให้สูงขึ้นและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบริการ BWA ในที่นี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายทางเลือกที่มีอยู่ 3 ชนิดในปัจจุบัน โดยมีการแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังนี้
  21. 1. เทคโนโลยี HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่นับเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดมาจากเครือข่าย W-CDMA อันเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายยุโรป ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่าเทคโนโลยี cdma2000 ซึ่งเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายสหรัฐอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลของมาตรฐาน W-CDMA มาตรฐานนั้นถูกจำกัดอยู่ที่ 384 กิโลบิตต่อวินาที องค์กร 3GPP (Third Generation Partnership Program) ซึ่งเป็นผู้วางข้อกำหนดมาตรฐานของเครือข่าย W-CDMA จึงกำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบการรับส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุของอุปกรณ์สถานีฐาน W-CDMA ซึ่งมีชื่อเรียกสถานีฐานนั้นว่า Node B ด้วยการนำเทคโนโลยีการมอดูเลตสัญญาณ และการเข้ารหัสข้อมูลแบบใหม่ เพื่อช่วยทำให้อัตราเร็วในการส่งข้อมูลจาก Node B มายังเครื่องลูกข่ายสื่อสารไร้สาย เพิ่มขึ้นเป็น 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่การส่งข้อมูลกลับจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายไปยัง Node B ยังคงใช้อัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งว่าเพียงพอและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการสื่อสารข้อมูลแบบบรอดแบนด์ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีการดาวน์โหลดข้อมูลจากเครือข่ายมากกว่าการส่งข้อมูลย้อนกลับไป อย่างไรก็ตาม ภายใน พ.ศ. 2550 เครือข่าย W-CDMA ที่มีการเปิดใช้เทคโนโลยี HSDPA นี้ ก็จะมีการพัฒนาต่อไปเป็นเครือข่ายแบบ HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) ซึ่งมีผลทำให้อัตราเร็วในการรับและส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและ Node B มีค่า 14 กิโลบิตต่อวินาทีเท่ากัน
  22. รูปที่ 6 แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยี HSDPA กับความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลขนาดเล็ก เช่น ไฟล์รูปภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลภายในตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เอง ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่เช่น Video Clip หรือไฟล์ข้อมูลจากโปรแกรม Microsoft Office ต่าง ๆ โดยการเปรียบเทียบนั้นทำบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงเมื่อคิดว่าเครือข่าย HSDPA ซึ่งรองรับการส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 14 เมกะบิตต่อวินาทีนั้น เมื่อคิดคำนวณเป็นค่าความเร็วเฉลี่ยที่ผู้ใช้บริการรายหนึ่งพึงใช้ได้ในกรณีที่มีผู้ใช้งานพร้อม ๆ กันหลายคน ก็น่าจะได้ความเร็วที่ประมาณ 2 เมกะบิตต่อวินาที


  23. รูปที่ 6 ความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย HSDPA
    เปรียบเทียบกับมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดอื่น ๆ
  24. ในมุมมองของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA การเปิดให้บริการ BWA โดยพัฒนาเครือข่ายของตนให้รองรับเทคโนโลยี HSDPA เป็นเรื่องที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำมาก เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ Node B แต่อย่างใด การพัฒนาเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนซอฟท์แวร์ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ Node B เท่านั้น
  25. 2. เทคโนโลยี WiMAX (Worldwide inter-Operability for Microwave Access) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับการผลักดันมาตรฐานโดยสมาคม WiMAX โดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุแบบไมโครเวฟมาพัฒนาพร้อมทั้งใช้การมอดูเลตสัญญาณแบบ OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) และกำหนดมาตรฐานโปรโตคอลระบบสัญญาณขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดการแพร่กระจายคลื่นความถี่วิทยุในลักษณะเดียวกับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ WiMAX ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับความนิยมใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะด้วยการผลักดันในเรื่องของชิปเซ็ตที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท Intel ให้มีลักษณะการใช้งานแบบเดียวกับ Centrino ที่มีการรวมฟังก์ชั่นการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi มาแล้ว ในทางทฤษฎีสามารถใช้อุปกรณ์สถานีฐาน WiMAX รับส่งสัญญาณด้วยอัตราเร็วสูงสุดถึง 70 เมกะบิตต่อวินาทีในกรณีของการส่งสัญญาณเป็นเส้นตรงแบบเดียวกับการรับส่งสัญญาณไมโครเวฟ หรือประมาณ 10-20 เมกะบิตต่อวินาทีในกรณีของการรับส่งสัญญาณแบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไป


  26. รูปที่ 7 เทคโนโลยี WiMAX กับพัฒนาการทางเทคนิค
  27. อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี WiMAX ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่บางประการ โดยเฉพาะคุณลักษณะทางเทคนิคที่จำกัดการใช้งานในขณะเคลื่อนที่ ข้อเท็จจริงก็คือเทคโนโลยี WiMAX ได้รับการพัฒนาขึ้นบนมาตรฐานสื่อสารไร้สาย IEEE802.16 โดยมีลำดับขั้นการพัฒนาเริ่มจาก IEEE802.16d ซึ่งกำลังจะมีการประกาศใช้งานทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2548 รองรับการสื่อสารด้วยอัตราเร็วสูงในหลายย่านความถี่ใช้งาน เช่น 2.5 กิกะเฮิตรซ์, 3.5 กิกะเฮิตรซ์ และ 5.8 กิกะเฮิตรซ์ ด้วยรูปแบบการส่งสัญญาณแบบเส้นทางตรง (Line of Sight หรือ LOS) และการสื่อสารแบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไป (Non Line of Sight หรือ NLoS) แต่มาตรฐาน IEEE802.16d ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีเคลื่อนที่ไปมาได้ จนกว่าจะมีมาตรฐาน IEEE802.16e ซึ่งคาดว่าจะได้รับการพัฒนาจนพร้อมประกาศใช้งานได้จริงในปี พ.ศ. 2550 มาตรฐานใหม่นี้สามารถให้บริการผู้ใช้งานที่มีการเคลื่อนที่ แต่ก็ยังจำกัดในเรื่องของความเร็วในการเดิน โดยทั่วไปน่าจะเหมาะกับการเดินไปมาในระยะทางใกล้ เช่น ลุกจากที่นั่งพร้อมอุปกรณ์สื่อสารเพื่อไปยังอีกจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้ (Nomadic Movement) การรองรับบริการแบบเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นคงต้องรอจนถึงปี พ.ศ. 2551 ไปแล้ว อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี WiMAX อาจเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ หากผลตอบรับจากการเปิดให้บริการเป็นไปด้วยดี จนทำให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท Intel ต้องเร่งผลักดันมาตรฐาน IEEE802.16e และ IEEE802.16e+ ให้เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเดิม
  28. 3. เทคโนโลยี Flash-OFDM (Flash Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เป็นอีกเทคโนโลยีทางเลือกซึ่งใช้การรับส่งข้อมูลแบบ OFDM เช่นเดียวกับที่ใช้ในเครือข่าย WiMAX ทั้งนี้ Flash-OFDM เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Flarion ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีย่านความถี่ใช้งานได้ตั้งแต่ช่วง 450 เมกะเฮิตรซ์ ขึ้นไปจนถึง 2.5 กิกะเฮิตรซ์ แล้วแต่ว่าประเทศใดมีย่านความถี่ช่วงใดว่างสำหรับใช้งาน คุณสมบัติทั่วไปของเทคโนโลยีดังกล่าวรองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 3 เมกะบิตต่อวินาทีจากสถานีฐานไปสู่อุปกรณ์สื่อสารไร้สาย และ 800 กิโลบิตต่อวินาทีในทางกลับกัน ย่านความถี่ที่น่าจะมีการนำไปใช้กับเทคโนโลยี Flash-OFDM มากที่สุดก็คือ 450 เมกะเฮิตรซ์ ซึ่งเป็นความถี่ดั้งเดิมที่ใช้กับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ NMT (Nordic Mobile Telephone) ซึ่งเป็นเครือข่ายโบราณในยุค 1G และพบว่ายังมีการถือครองสิทธิ์ความถี่ดังกล่าวอย่างมากในบรรดาประเทศแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งเพิ่งอยู่ในยุคเปิดประเทศ และมีการพัฒนาเครือข่ายจากยุค 1G ไปเป็นเครือข่ายสื่อสารข้อมูลไร้สายที่เน้นต้นทุนต่ำ จึงเหมาะกับการเปิดตัวของมาตรฐาน Flash-OFDM ในฐานะของทางเลือกหนึ่งสำหรับการให้บริการ BWA โดยไม่ต้องรอขออนุมัติใช้ย่านความถี่เมื่อเทียบกับการเลือกเปิดให้บริการ HSDPA หรือ WiMAX
  29. เมื่อนำเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายทั้ง 3 ชนิด ที่จัดว่าเข้าข่ายเป็นทางเลือกในการนำมาเปิดให้บริการ BWA มาจัดกลุ่มตามคุณสมบัติการให้บริการเพื่อกำหนดรูปแบบการนำไปใช้งานแล้วก็จะได้ดังแสดงในรูปที่ 8 โดย HSDPA มีความเหมาะสมกับบริการ BWA ที่ผู้ใช้งานเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ WiMAX ตามมาตรฐาน IEEE802.16d ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่จะมีการเปิดตัวใช้งานในเร็ว ๆ นี้ เหมาะสำหรับการเปิดใช้งานในลักษณะของเครือข่ายบรอดแบนด์แบบใช้งานประจำที่ โดยอาศัยคลื่นความถี่วิทยุจากสถานีฐาน WiMAX เป็นช่องทางในการนำสัญญาณข้อมูลไปยังอุปกรณ์รับส่งที่ติดตั้งอยู่ภายในที่พักอาศัยหรือสำนักงาน ซึ่งโดยทั่วไปเรียกชื่ออุปกรณ์ประเภทนี้ว่า CPE (Customer Premises Equipment) ซึ่งอาจมีลักษณะไม่ต่างจากโมเด็ม ADSL หรือเราเตอร์ ADSL ที่มีใช้งานกันในปัจจุบัน ทั้งนี้จากรูปที่ 8 จะเห็นว่ามาตรฐานสื่อสารแบบ WiFi หรือ WLAN และมาตรฐาน WiMAX รุ่นถัดไป (IEEE802.16e) มีขีดความสามารถเพียงพอในการรองรับผู้ใช้งานที่พอจะมีการเคลื่อนที่บ้าง
  30. นอกจากการจัดแบ่งประเภทของบริการที่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งานแล้ว คุณภาพของการรับส่งข้อมูล (Quality of Service) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการกำหนดประเภทของการให้บริการ โดยเทียบกับเทคโนโลยีบรอดแบนด์แบบมีสาย เช่น ADSL ซึ่งให้บริการผู้ใช้งานที่อยู่ประจำที่และรับประกันคุณภาพในการรับส่งข้อมูลในระดับที่สูงมาก เนื่องจากใช้คู่สายสัญญาณในการรับส่งข้อมูล สำหรับบริการ WiMAX แบบประจำที่นั้น จะมีคุณภาพในการรับส่งข้อมูลต่ำกว่า ADSL เนื่องจากเป็นการใช้คลื่นความถี่วิทยุ หากต้องการให้มีคุณภาพสูงขึ้นก็ต้องลดอัตราเร็วในการรับส่งหรือลดจำนวนผู้ใช้งานที่พึงให้บริการได้ เพื่อชดเชยกับข้อมูลปรับแก้คุณภาพ (Overhead) ที่ต้องใส่เพิ่มเข้าไป จึงส่อให้เห็นว่าการกำหนดค่าบริการ WiMAX แบบประจำที่นั้นอาจจะทำได้ไม่สูงกว่า ADSL มากนัก แม้จะถือว่าเป็นบริการ BWA แบบเน้นการใช้งานประจำที่ ที่เป็นทางเลือกทดแทนการขอคู่สาย ADSL ในพื้นที่ทุรกันดานหรือขาดแคลนวงจรสื่อสารแบบบรอดแบนด์ก็ตามที ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับตำแหน่งทางการตลาดของกลุ่มผู้ใช้งานประจำที่ซึ่งแสดงในรูปที่ 3


  31. รูปที่ 8 การจัดแบ่งรูปแบบการให้บริการ BWA ตามคุณสมบัติของเทคโนโลยี
  32. สำหรับผู้ใช้บริการแบบเคลื่อนที่เล็กน้อย ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับเทคโนโลยี WiMAX ยุค IEEE802.16e และกลุ่มผู้ใช้บริการแบบเคลื่อนที่มากซึ่งสอดคล้องกับเทคโนโลยี Flash-OFDM หรือ HSDPA นั้น ก็คงมีตำแหน่งทางการตลาดที่ลงตัวกับการกำหนดคิดค่าบริการดังแสดงในรูปที่ 3 เช่นเดียวกัน ในกรณีนี้มิได้มีข้อห้ามตายตัวแต่ประการใดว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถนำเทคโนโลยีที่มีความเหนือว่าในเรื่องของการรองรับการเคลื่อนที่มาให้บริการในกลุ่มที่ต่ำกว่า เป็นไปได้ที่จะมีการลงทุนสร้างเครือข่าย Flash-OFDM หรือ HSDPA ขึ้นเพื่อเปิดให้บริการสื่อสารข้อมูล BWA แบบประจำที่ แต่เนื่องจากหลักความจริงดังที่ปรากฏในรูปที่ 8 ว่าผู้ประกอบการไม่สามารถคิดค่าบริการ BWA แบบประจำที่ได้สูงกว่าราคาค่าใช้บริการบรอดแบนด์แบบมีสาย ประกอบกับแนวโน้มที่ว่าต้นทุนในการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่รองรับผู้ใช้งานที่เคลื่อนที่ตลอดเวลานั้น ย่อมมีค่าสูงกว่าการสร้างเครือข่าย WiMAX การลงทุนในลักษณะดังกล่าวจึงไม่น่าจะเหมาะสมนัก ยกเว้นว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้ต้นทุนในการสร้างเครือข่ายสื่อสารแต่ละประเภทไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด
  33. ตารางที่ 1 เป็นการเปรียบเทียบคุณลักษณะและขีดความสามารถทางเทคนิคของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายทั้งสามมาตรฐาน ในขณะที่ตารางที่ 2 เปรียบเทียบในมุมมองของการลงทุนและความคุ้มทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า มาตรฐาน HSDPA และ WiMAX น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการให้บริการ BWA ซึ่ง HSDPA เหมาะกับการให้บริการกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานที่มีการเคลื่อนที่มาก ในขณะที่ WiMAX เหมาะสำหรับการให้บริการกลุ่มผู้ใช้งานที่อยู่ประจำที่หรือมีการเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนเทคโนโลยี Flash-OFDM นั้น แม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในเชิงเทคนิคที่ใกล้เคียงกับการสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในแง่อัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ต่ำกว่ามาตรฐาน HSDPA อีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่มีผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายเพียงรายเดียว มีผลทำให้ไม่สามารถต่อรองต้นทุนในการสร้างเครือข่ายได้ จึงเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด ยกเว้นในกรณีของประเทศที่มีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ในบรรดาประเทศกลุ่มยุโรปตะวันออกที่ต้องการเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย Flash-OFDM ที่สามารถใช้ย่านความถี่ 450 เมกะเฮิตรซ์ที่ตนมีสิทธิ์ใช้งานอยู่ ก็อาจเป็นกรณีพิเศษที่จะช่วยทำให้ Flash-OFDM ที่การพัฒนาพร้อมกับเติบโตขึ้นได้ สิ่งที่น่าสนใจก็คือรูปแบบในการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายทั้งแบบ HSDPA และ WiMAX พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สุด
  34. ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคุณลักษณะและความสามารถทางเทคนิคของมาตรฐานสื่อสารไร้สายแต่ละประเภท
  35.  

    HSDPA

    WiMAX

    Flash-OFDM

    ตำแหน่งทางการตลาดของบริการ

    ระบบสื่อสารไร้สายแบบเซลลูลาร์

    ระบบสื่อสารใช้งานประจำที่ สามารถพัฒนาให้ใช้งานขณะเคลื่อนที่ได้ในอนาคต

    ระบบสื่อสารไร้สายแบบเซลลูลาร์

    ข้อจำกัดความเร็วในการเคลื่อนที่

    ใช้ได้ทุกที่ที่มีสัญญาณจากเครือข่าย W-CDMA

    ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    802.16d : ใช้งานขณะเคลื่อนที่ไม่ได้

    802.16e : เคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ใช้ได้ทุกที่ที่มีสัญญาณจากเครือข่าย Flash-OFDM

    ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    อัตราเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูล

    14 เมกะบิตต่อวินาที (ขาลง)

    1.5 เมกะบิตต่อวินาที (ขาขึ้น)

     

    ใช้คู่ควบความถี่กว้างช่องละ 5 เมกะเฮิตรซ์

    สูงสุดถึง 70 เมกะบิตต่อวินาที (กรณีส่งเป็นลำคลื่นตรงแบบไมโครเวฟ)

    ใช้แบนด์วิดท์ 20 เมกะเฮิตรซ์ (ปรับเพิ่มลดได้)

    3 เมกะบิตต่อวินาที (ขาลง)

    800 กิโลบิตต่อวินาที (ขาขึ้น)

     

    ใช้คู่ควบความถี่กว้างช่องละ 1.25 เมกะเฮิตรซ์

    การใช้งานย่านความถี่

    ตามข้อกำหนด

    IMT-2000 (3G)

    ต้องขอรับใบอนุญาตใช้ความถี่ มีให้เลือกที่ความถี่ 2.5, 3.5/2.4 และ 5.8 กิกะเฮิตรซ์

    ต้องขอรับใบอนุญาตใช้ความถี่ มีให้ใช้งานที่ความถี่ตั้งแต่ 2.5 กิกะเฮิตรซ์ลงไป

    มาตรฐานที่รองรับ

    3GPP Release 5

    802.16d : พร้อมใช้งาน

    802.16e : พ.ศ. 2550

    802.20 : กำหนดการยังไม่ชัดเจน

    เทคโนโลยีที่ใช้

    CDM, FDD

     

    CDMA/TDMA

    OFDM,

    FDD หรือ TDD

    TDMA/OFDMA

    OFDM, FDD

     

    OFDMA

  36. ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรฐานสื่อสารไร้สายแต่ละประเภท
  37.  

    HSDPA

    WiMAX

    Flash-OFDM

    ความพร้อมในเชิงพาณิชย์

    พร้อมให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป

    พร้อมเปิดให้บริการ BWA แบบอยู่กับที่ใน พ.ศ. 2548

    เปิดให้บริการแบบเคลื่อนที่ได้ในปี พ.ศ. 2549-2550

    อยู่ในช่วงทดสอบระบบ

    พร้อมให้บริการในเร็ว ๆ นี้

    เครื่องลูกข่าย

    พร้อมให้บริการ

    ในลักษณะของ Air Card มีผู้ผลิตหลายราย

    พร้อมให้บริการกลางปี 2549

    ในลักษณะของอุปกรณ์ CPE

    พร้อมให้บริการ

    ในลักษณะของ Air Card มีผู้ผลิตหลายราย

    การประหยัดต้นทุนในการวางเครือข่าย

    ประหยัดมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาตามเส้นทางของมาตรฐาน W-CDMA (Mass Product)

    ขึ้นอยู่กับการผลักดันตลาดของบริษัท Intel ในรูปของ ชิบเซ็ต Centrino

    ประหยัดน้อย เนื่องจากเป็นมาตรฐานเฉพาะที่มีผู้ผลิตเครือข่ายเพียงรายเดียว

    การคืนทุน

    สูง เนื่องจากเป็นการพัฒนาตามเส้นทางของมาตรฐาน W-CDMA (Mass Product)

    สูง เนื่องจากเป็นการร่วมมือวิจัยและพัฒนาของบริษัทจำนวนมากในวงการไอที

    ยังไม่ชัดเจน



  38. รูปที่ 9 การสร้างเครือข่าย HSDPA และ WiMAX เพื่อรองรับการใช้งานแบบ BWA ต่างรูปแบบกัน
  39. รูปที่ 9 เป็นการเปรียบเทียบแนวทางในการติดตั้งเครือข่ายสื่อสารไร้สายเพื่อเปิดให้บริการแบบ BWA ระหว่างเทคโนโลยี HSDPA (ด้านซ้าย) และ WiMAX (ด้านขวา) ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการเปิดให้บริการ HSDPA กระทำได้ง่ายมาก สำหรับบริษัทผู้ให้บริการที่มีเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA เป็นของตนเองอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการพัฒนาระบบซอฟท์แวร์ของเครือข่าย W-CDMA ให้มีรูปแบบการรับส่งข้อมูลแบบเป็นแบบ HSDPA เท่านั้น เพียงผู้ใช้บรีการมีเครื่องลูกข่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของอุปกรณ์ Air Card หรือแผงวงจรแบบ PCMCIA ที่พร้อมเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ก็สามารถใช้บริการ BWA จากเครือข่าย HSDPA ได้ในทันที พื้นที่ให้บริการของเครือข่าย HSDPA ก็คือพื้นที่เดียวกันกับที่เครือข่าย W-CDMA เปิดให้งานอยู่นั่นเอง ส่วนผู้ให้บริการรายใหม่ หรือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอยู่แล้ว แต่ไม่มีสถานีฐานหรืออุปกรณ์ Node B แบบ W-CDMA อยู่ก็จำเป็นจะต้องลงทุนสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA ขึ้นก่อน หรืออาจจะสร้างขึ้นพร้อมพัฒนาซอฟท์แวร์ให้เป็นแบบ HSDPA ไปพร้อม ๆ กันก็ได้


  40. รูปที่ 10 รูปแบบบริการ BWA ที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับ WiMAX มาตรฐาน IEEE802.16e
  41. สำหรับผู้ให้บริการที่คิดเปิดบริการ BWA ในลักษณะใช้งานประจำที่ ก็อาจพิจารณาเลือกลงทุนสร้างเครือข่าย WiMAX ซึ่งมีรูปแบบการลงทุนไม่แตกต่างจากการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด คือสร้างสถานีฐานเพื่อครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่ต้องการ การเน้นกลุ่มผู้ใช้งานประจำที่ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน จะช่วยทำให้การลงทุนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถเลือกกำหนดได้ว่าจะสร้างสถานีฐาน WiMAX ไว้เฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ใช้บริการอยู่เท่านั้น การสร้างสถานีฐานเพื่อให้ได้พื้นที่ครอบคลุมไปทั่วในลักษณะเดียวกับการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่น 3G หรือ HSDPA นั้นไม่เหมาะกับการให้บริการ WiMAX โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาตรฐาน IEEE802.16d ที่ไม่สนับสนุนการใช้งานขณะเคลื่อนที่ รูปแบบการใช้งานของผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นการต่อเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารแบบประจำที่เข้ากับกล่อง CPE ที่จะคอบรับส่งสัญญาณกับสถานีฐาน WiMAX หรือมิฉะนั้นก็เป็นการเปิดให้บริการ WiMAX ในพื้นที่สาธารณะ (Hot Zone) ที่คาดว่าจะมีผู้พกพาอุปกรณ์สื่อสารประเภทคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือ PDA ที่ติดตั้งอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ WiMAX ไปใช้งาน ดังเช่น ในร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือศูนย์การค้าต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ต้องมีการประชาสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจนว่าใช้งานได้เฉพาะเมื่อไม่มีการเคลื่อนที่เท่านั้น
  42. เมื่อใดที่เทคโนโลยี WiMAX มีการพัฒนาไปสู่ยุคของมาตรฐาน IEEE802.16e หรือ IEEE802.16e+ ซึ่งสนับสนุนการใช้งานแบบเคลื่อนที่ได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถย้ายข้ามเซลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ ดังแสดงในรูปที่ 10 ผู้ให้บริการเครือข่ายก็ย่อมมีโอกาสที่จะขยายเครือข่ายสถานีฐานให้มากขึ้น เน้นการสร้างพื้นที่ให้บริการที่ต่อเนื่องและกว้างขวางขึ้น โดยยังคงสามารถรักษากลุ่มผู้ใช้บริการประจำที่และ Hot Zone ได้ดังเดิมทุกประการ
  43. ทิศทางของบริการ Broadband Wireless Access
  44. สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น คงพอจะทำให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจบริการ BWA ได้ชัดเจนขึ้น โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่านับตั้งแต่ธุรกิจสื่อสารไร้สายมีการพัฒนาจากยุค 2G มาสู่ 3G มูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายของการสื่อสารไร้สายทำให้เกิดการแข่งขันผลิตมาตรฐานชนิดใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย หลายกรณีก่อให้เกิดความสับสนในการเลือกนำเทคโนโลยีไปใช้งาน แนวคิดของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดดังเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของ BWA นี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายให้ได้ตามความเหมาะสมทั้งในแง่อุปสงค์ (Demand) ของผู้บริโภคอันได้แก่ความต้องการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ ซึ่งแม้ในกรณีนี้จะเป็นการสร้างกระแสอุปสงค์ขึ้นโดยกลุ่มผู้ประกอบการบ้างก็ตาม และอุปทาน (Supply) ซึ่งก็คือขีดความสามารถของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น HSDPA, WiMAX, Flash-OFDM หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่อาจถือกำเนิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดความลงตัว รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค และเกิดผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อผู้ประกอบการ


  45. รูปที่ 11 เปรียบเทียบมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแต่ละชนิด
    (ข้อมูลจากบริษัทวิจัยทางการตลาดแห่งหนึ่งในยุโรป)
  46. รูปที่ 11 เป็นคาดคะเนและเปรียบเทียบมูลค่าการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สาย โดยใช้เทคโนโลยีแต่ละประเภทจนถึง พ.ศ. 2552 ของตลาดสื่อสารไร้สายทั่วโลก สิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนก็คือแนวโน้มของการลงทุนที่มุ่งเน้นไปในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตระกูล W-CDMA ซึ่งรวมความถึงเทคโนโลยี HSDPA และ HSUPA อันเป็นเกี่ยวเนื่องมาจากฐานของธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาจากการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตระกูล GSM ซึ่งรวม GPRS และ EDGE เข้าไว้ด้วย กล่าวได้ว่าการลงทุนในเทคโนโลยี W-CDMA เป็นทางเลือกประการเดียวที่ได้รับการยอมรับของผู้ให้บริการเครือข่าย GSM ในปัจจุบัน ทั้งจากทิศทางการพัฒนาของเครือข่าย GSM สู่ W-CDMA และการเปิดกว้างของเทคโนโลยีที่ถือเป็นการต่อยอดจากการใช้งานทั่วโลกของ GSM อีกเช่นกัน ส่วนการลงทุนในเครือข่าย CDMA ซึ่งมีเส้นทางการพัฒนาไปสู่มาตรฐาน 3G ในแบบฉบับของตนเอง อันได้แก่มาตรฐาน cdma2000 ในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ก็คงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่น่าจะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายที่มีอยู่คงที่ไม่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มาตรฐานยุโรปอย่าง GSM/W-CDMA มาก
  47. ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือมูลค่าของการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายสาธารณะโดยใช้เทคโนโลยี WLAN มีการถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความจริงที่ว่ามาตรฐาน WLAN หรือ IEEE802.11b และ IEEE802.11g นั้นออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานภายในองค์กรเป็นหลัก ไม่เหมาะสำหรับการให้บริการสาธารณะ การฝืนพัฒนาขีดความสามารถของอุปกรณ์ WLAN ทั้งในเรื่องของความไวในการรับสัญญาณ กำลังส่ง การรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย หรือแม้กระทั่งความพยายามในการเชื่อมต่อเครือข่าย WLAN เข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มาตรฐานต่าง ๆ กลายเรื่องยากทางเทคนิค และเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า


  48. รูปที่ 12 ปัจจัยสำคัญต่อการให้บริการ BWA ที่มีประสิทธิภาพ
  49. การกำหนดแนวคิดในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดแบบ BWA ทำให้ธุรกิจสื่อสารไร้สายทั่วโลกเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถให้บริการได้อย่างเหมาะสม แม้มูลค่าการลงทุนสำหรับมาตรฐานสื่อสารไร้สายอื่น ๆ (แถบบนสุดในรูปที่ 11 ) จะไม่มากเทียบเท่ากับมูลค่าการลงทุนในเครือข่าย W-CDMA แต่ก็ต้องถือว่าเป็นทางเลือกและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเครือข่ายสื่อสาร สำหรับการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันให้บริการแบบ BWA เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าจะมีเพียงมาตรฐาน HSDPA หรือมาตรฐานอื่นใดในสายตระกูล W-CDMA เพียงอย่างเดียว
  50. ลำพังเทคโนโลยี HSDPA หรือมาตรฐานอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องกับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA นั้นยังไม่อาจตอบรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สร้างบริการ BWA ได้อย่างมีประสิทธิภาพครบทั้งหมด ดังแสดงในรูปที่ 12 แม้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตระกูล 3G นับตั้งแต่ HSDPA เป็นต้นไปจะมีจุดเด่นในเรื่องพื้นที่ให้บริการที่กว้างใหญ่, รองรับการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ขณะที่ผู้ใช้งานกำลังเคลื่อนที่, มีมาตรฐานป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลอย่างรัดกุม และสามารถควบคุมจัดการคุณภาพในการให้บริการ (QoS) ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่าการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายในลักษณะนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เนื่องจากเป็นการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้น แม้บริษัทผู้ให้บริการจะเคยมีเครือข่าย GSM เป็นของตนเองมาก่อน และลงทุนเพียงพัฒนาปรับเปลี่ยนเฉพาะอุปกรณ์สถานีฐานให้รองรับมาตรฐาน 3G แต่ก็ยังนับเป็นการลงทุนที่สูงกว่าและมีการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนกว่าการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายแบบอื่น ๆ เช่น WiMAX ซึ่งมีความง่ายในการติดตั้งใช้งาน เนื่องจากอุปกรณ์สถานีฐาน WiMAX เป็นเสมือนอุปกรณ์เราเตอร์ที่สามารถนำมาเชื่อมต่อได้ง่าย โดยไม่มีโครงสร้างการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนเหมือนดังเช่นเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผลดีในภาพรวมก็คือการสร้างเครือข่าย WiMAX มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มาก ทั้งยังบริหารจัดการเครือข่ายได้ง่ายกว่า เนื่องจากเป็นการจัดการบนพื้นฐานของเครือข่าย IP ทั่ว ๆ ไป แม้ในปัจจุบัน WiMAX จะยังมีข้อด้อยในเรื่องของการที่ไม่สามารถใช้งานขณะเคลื่อนที่ได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอีกระยะหนึ่งปัญหาดังกล่าวก็จะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป


  51. รูปที่ 13 ตำแหน่งทางการตลาดและการแบ่งกลุ่มเป้าหมายสำหรับบริการ BWA ตามประเภทเทคโนโลยี
  52. ผลที่เกิดตามมาก็คือ บรรดาเทคโนโลยีทางเลือกที่มีการพัฒนาประสิทธิภาพแล้ว จะเกิดการแข่งขันกันเอง ทำให้บริการ BWA ในภาพรวมมีต้นทุนลดต่ำลง มีผลทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดราคาค่าบริการลงได้โดยที่ตนยังรักษาผลกำไรจากการประกอบการได้ดังเดิม ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมต่อผู้บริโภคในท้ายที่สุด ทั้งนี้รูปที่ 13 แสดงให้เห็นถึงการจัดแบ่งกลุ่มผู้ใช้บริการตามประเภทของการใช้งาน โดยแบ่งเป็นการใช้งานแบบประจำที่ ซึ่งเหมาะสำหรับเทคโนโลยี WiMAX และกลุ่มผู้ใช้งานพรีเมียมซึ่งต้องการใช้บริการ BWA ในขณะกำลังเดินทางเคลื่อนที่ ซึ่งเหมาะมากสำหรับเทคโนโลยี HSDPA ดังที่ได้มีการกำหนดแบ่งกลุ่มตลาดผู้บริโภคในรูปที่ 8 การนำเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายจับตลาดผิดประเภทจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการในแง่ของการบริหารต้นทุน นอกจากจะมีความจำเป็นจริง ๆ เช่น ต้องวางเครือข่าย HSDPA เพื่อให้บริการกลุ่มเป้าหมาย BWA แบบใช้งานประจำที่ เนื่องจากไม่มีสิทธิ์ใช้ความถี่รวมถึงสร้างเครือข่ายสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี WiMAX ได้ ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ แม้กระทั่งในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตและแนวทางในการประกอบกิจการ BWA ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
  53. ผู้เขียนขอปิดท้ายบทความชุดนี้ ด้วยตัวอย่างแนวทางในการเปิดให้บริการ BWA ในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้แจกแจงโดยแบ่งตามเงื่อนไขของเทคโนโลยี และสภาพการแข่งขันในปัจจุบันเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่จะแสดงเป็นภาพรวมของทั้งประเทศ มิได้พิจารณาเฉพาะผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเป็นสำคัญ
  54. แบบจำลองที่ 1 : ตลาดของเทคโนโลยี W-CDMA และ DSL
  55. เป็นตลาดสื่อสารไร้สายที่มีการเปิดให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ซึ่งต่อมามีการพัฒนาไปเป็นมาตรฐาน W-CDMA นอกจากนั้นก็มีการให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์แบบมีสายด้วยเทคโนโลยี ADSL เนื่องจากผู้ให้บริการทั้งหมดในประเทศกลุ่มนี้ล้วนมีเครือข่าย W-CDMA ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นเทคโนโลยี HSDPA ได้โดยง่าย ทางเลือกในการทำตลาด BWA จึงค่อนข้างชัดเจน นั่นคือกำหนดให้เครือข่าย HSDPA รองรับผู้ใช้งานแบบพรีเมียมที่เน้นการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ในขณะเคลื่อนที่ โดยสามารถให้บริการได้ในทุกพื้นที่ (ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเครือข่าย W-CDMA ครอบคลุมอยู่ทั่วแล้ว) ขณะเดียวกับที่มีการสร้างเครือข่าย WiMAX เพื่อให้บริการสื่อสาร BWA แบบประจำที่ โดยเน้นเร่งการคุ้มทุนด้วยการเปิดให้บริการเฉพาะในเมืองหรือชานเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ทั้งนี้ไม่มีข้อบังคับหรือจำกัดใด ๆ ว่าใครจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายใด รายละเอียดแสดงในรูปที่ 14


  56. รูปที่ 14 การให้บริการ BWA ในแบบจำลองตลาดชนิดที่ 1
  57. แบบจำลองที่ 2 : ตลาดของเทคโนโลยี W-CDMA และบริการออนไลน์ต่าง ๆ
  58. เป็นตลาดที่มีลักษณะเฉพาะตัว พบได้ในกลุ่มประเทศแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งไม่มีผู้ให้บริการเครือข่าย GSM มาก่อน หรือหากจะมีก็ไม่มากรายนัก เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายถูกจำกัดอยู่ที่มาตรฐาน 1G อย่าง NMT 450 เมกะเฮิตรซ์ เนื่องจากการปิดประเทศมานาน หลังจากเปิดประเทศก็ต้องพบกับกระแสของเทคโนโลยีที่มีหลากหลาย ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการออกใบอนุญาตให้ดำเนินการสร้างเครือข่าย W-CDMA เลย อย่างไรก็ดีเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ประกอบกับมีความเสี่ยงสูงหากเน้นสร้างเครือข่าย 3G หรือ WiMAX เพื่อให้บริการ BWA แล้วพบว่าผู้บริโภคไม่สามารถสู้ราคาค่าบริการได้ เนื่องจากพอใจและยอมรับในค่าบริการของ ADSL ที่มีใช้งานกันอยู่ ทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ BWA ก็คือการใช้โครงสร้างของเครือข่าย NMT 450 เมกะเฮิตรซ์ โดยเปลี่ยนสถานีฐานไปเป็นเทคโนโลยี Flash-OFDM ซึ่งการใช้เทคโนโลยีที่ความถี่ต่ำย่อมรับประกันว่าจะสามารถสร้างพื้นที่ให้บริการที่กว้างกว่าใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีความถี่สูงกว่าได้มาก เทคโนโลยี Flash-OFDM จึงเป็นทางเลือกหลักสำหรับการให้บริการ BWA ในทุกพื้นที่ที่มีเครือข่าย NMT อยู่ก่อน แม้อัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลจะไม่สูงจนเทียบเท่ากับมาตรฐาน HSDPA หรือ WiMAX แต่ก็เป็นการลงทุนแบบประนีประนอม และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด โดยเน้นการจับกลุ่มเป้าหมายทั้งแบบพรีเมียมและแบบใช้งานประจำที่ (FWA หรือ Fixed Wireless Access) ไปพร้อมๆ กัน


  59. รูปที่ 15 การให้บริการ BWA ในแบบจำลองตลาดชนิดที่ 2
  60. การสร้างเครือข่าย HSDPA เพื่อจับกลุ่มเป้าพรีเมียม หรือสร้างเครือข่าย WiMAX เพื่อจับเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานประจำที่อาจกระทำได้ แต่ผู้ประกอบการน่าจะมีความกังวลในเรื่องความเสี่ยงของผลตอบแทน จึงมักพบว่ามีการสร้างเครือข่าย HSDPA และ WiMAX เพื่อเปิดให้บริการเฉพาะย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มผู้ใช้บริการสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ ดังแสดงรายละเอียดในรูปที่ 15
  61. แบบจำลองที่ 3 : ตลาดที่มีหลายเทคโนโลยี
  62. เป็นตลาดสื่อสารไร้สายที่มีเทคโนโลยีทางเลือกมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี GSM ซึ่งเติบโตและพัฒนาไปเป็น GPRS และ EDGE หลาย ๆ ประเทศอาจมีเทคโนโลยี CDMA เป็นคู่แข่งขัน ซึ่งมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นมาตรฐาน cdma2000-1X ได้ นอกจากนั้นยังมีความพยายามในการออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการเครือข่าย W-CDMA อีก ซึ่งถือว่าธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทยก็ตกอยู่ในแบบจำลองประเภทสุดท้ายนี้ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันตกและทวีปเอเชีย โดยมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 16


  63. รูปที่ 16 การให้บริการ BWA ในแบบจำลองตลาดชนิดที่ 3
  64. เมื่อมีแนวคิดในการทำตลาดแบบ BWA ผู้ประกอบการในตลาดตามแบบจำลองชนิดที่ 3 ก็มีทางเลือกในการลงทุนเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายอยู่หลากหลายรูปแบบ ในการจับกลุ่มผู้ใช้บริการแบบพรีเมียมนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะวางเครือข่าย HSDPA เพื่อรองรับการใช้งานในเขตเมืองและชานเมือง เนื่องจากหลักความจริงที่ว่าผู้ประกอบการเครือข่ายแทบทั้งหมดมองไม่เห็นความคุ้มทุนในการวางเครือข่าย 3G ในเขตชนบท ดังนั้นการสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายแบบ Flash-OFDM ซึ่งใช้ความถี่ต่ำในย่าน 450 เมกะเฮิตรซ์ ทำให้มีพื้นที่ให้บริการกว้างจึงดูจะเป็นทางเลือกแบบผสมผสานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดตลาดกลุ่มพรีเมียมในชนบท
  65. ขณะเดียวกับที่เครือข่าย EDGE ของผู้ให้บริการที่ยังไม่มีสิทธิ์เปิดบริการเครือข่าย 3G ก็จะมีตำแหน่งทางการตลาดในฐานะของเครือข่ายไร้สายที่รองรับผู้ใช้บริการ BWA ทั้งกลุ่มประจำที่และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่มีความคาดหวังในเรื่องของคุณภาพการให้บริการไม่ถึงขั้นกลุ่มพรีเมียม โดยอาจมีการสร้างเครือข่าย WiMAX เป็นทางเลือกเสริมเพื่อเน้นการให้บริการแบบประจำที่ภายในเขตเมืองและชานเมือง และท้ายที่สุดยังอาจมีการวางเครือข่าย WiMAX ผสมผสานกัน Flash-OFDM เพื่อรองรับการใช้บริการแบบประจำที่โดยเน้นการใช้งานข้ามเครือข่าย (Portable) เป็นจุดขายสำคัญ ซึ่งในทางปฏิบัติบทบาทและหน้าที่ในการลงทุนสร้างเครือข่ายสื่อสารไร้สายแต่ละประเภท รวมถึงการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดว่าเครือข่ายของผู้ประกอบการรายใดต้องการจะจับตลาดกลุ่มใดนั้น ล้วนเป็นสิทธิ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายเอง

 

ที่มา : www.siamphone.com

 







 
หน้าแรก  l  บริการ  l  ลูกค้าสัมพันธ์   l  ข่าวสาร   l  ถาม-ตอบ   l  ติดต่อเรา